Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002339473
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
1052
4931
8316
12031
31297
53304
2339473

Forecast Today
5184

4.47%
13.25%
3.24%
2.96%
0.03%
76.05%
Online (15 minutes ago):30

Your IP:54.81.69.220

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 258 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "โสฬสญาณ"

สารบัญ

           ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมเทศนา ก็ขอให้คณะญาติโยมตลอดถึงครูบาอาจารย์ ตลอดถึงสามเณร ปะขาว แม่ชีทั้งหลายทั้งปวงที่มาร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายได้เข้าใจว่า วันนี้เป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เราจะได้บำเพ็ญบารมี สร้างคุณงามความดีใส่ตนเอง หรือว่าเราบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะเป็นศักดิ์ศรีในความที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เราจะได้อดได้ทน ได้สร้างความเพียร ได้สร้างบารมีเพื่อที่จะเป็นความดีติดตามเราไปในสัมปรายภพข้างหน้า ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาก็เป็นการสร้างบารมี แต่ถ้าเรากลัวหนาว กลัวร้อน กลัวเหน็ดกลัวเหนื่อย กลัวเมื่อยล้าต่างๆ บารมีมันก็ไม่เกิดขึ้นมา

           เราเป็นชาวนาไปกลัวแดด กลัวฝน กลัวลม เราก็ทำนาไม่ได้ เราเป็นพ่อค้ากลัวขาดทุนกลัวตื่นดึกกลัวนอนดึกเราก็เป็นพ่อค้าไม่ได้ เราเป็นนักปฏิบัติธรรม เราจะกลัวแดดกลัวลมกลัวหนาวกลัวร้อนกลัวยุงกลัวอะไรนั้นกลัวไม่ได้ เราต้องกำหนดเพื่อที่จะยังบารมีของเราให้เต็มบริบูรณ์

           วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่พวกเราทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดปัจฉิมวัน ซึ่งมีพระอาจารย์มหาสำลี กิตฺติปญฺโญ ซึ่งท่านเป็นประธานสงฆ์เป็นเจ้าคณะอำเภอปกครองคณะสงฆ์ทั่วทั้งอำเภอพนา ได้จัดประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อสงเคราะห์ญาติโยม พระสงฆ์ สามเณร ผู้อยู่ในบารมีของท่าน เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันสุดท้าย พวกเราทั้งหลายอดตาหลับขับตานอนมาตลอด ๙ คืน คืนนี้เป็นคืนที่ ๙ พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ ๑๐ จะต้องจากกันไปสู่เคหสถานบ้านช่องวัดวาอารามของแต่ละรูปแต่ละท่าน

           ฉะนั้น วันนี้กระผมอาตมภาพก็จะน้อมนำเอาธรรมะเกี่ยวกับญาณ ๑๖ มาบรรยายตามสติปัญญา หรือว่าบรรยายโดยสังเขป เพราะว่าวันนี้ก็มีงานมากไปหลายที่หลายแห่งก็ขออธิบายโดยสังเขป การที่เราคณะครูบาอาจารย์ญาติโยมจะได้ฟังญาณ ๑๖ นั้นเป็นของหายาก เพราะว่าญาณ ๑๖ นั้นบุคคลผู้ฟังจะต้องลงมือประพฤติปฏิบัติ ต้องลงมือเดินจงกรมนั่งภาวนาจนญาณเกิด ถ้าผู้ใดมาประพฤติปฏิบัติธรรมญาณไม่เกิดบุคคลนั้นก็ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังแล้วไม่ดูดดื่ม ฟังแล้วไม่เกิดความลึกซึ้งในจิตในใจ แต่ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติเดินจงกรม นั่งภาวนาจนญาณเกิดถึงญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นต้น ก็จะฟังญาณที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ นั้นเกิดความดูดดื่ม เกิดความลึกซึ้ง เกิดความเข้าใจ แต่ถ้าการแสดงธรรมโดยญาณที่ตนเองรู้ โดยญาณที่ตนเองถึงแล้วฟังแล้วก็ไม่ซาบซึ้งตรึงใจเท่าที่ควร ฟังเป็นสัญญา ฟังแล้วไม่ปรุโปร่ง ฟังแล้วไม่โล่ง ฟังแล้วไม่เป็นการแทงตลอด เพราะฉะนั้นการฟังแว่นธรรม การฟังญาณ ๑๖ ญาติโยมผู้ใดที่ประพฤติปฏิบัติถึงแล้วก็จะฟังด้วยปีติ เกิดความอิ่มเอิบในการฟัง ส่วนญาติโยมท่านใด คณะครูบาอาจารย์ท่านใดที่วิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ ขั้นยังไม่สมบูรณ์ ก็ถือว่าเราฟังเอาบุญ ถือว่าเราฟังเอาอุปนิสัย

           การฟังธรรมนั้นมีหลายประเภท บางครั้งเราก็ฟังธรรมเรื่องทาน บางครั้งเราก็ฟังธรรมเรื่องรักษาศีล บริจาค รักษาศีลต่างๆ นี้เราฟังมาเป็นประจำ แต่การฟังเพื่อที่จะให้เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความคลายกำหนัด เกิดความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเราหาฟังได้ยาก การฟังธรรมในลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่ายอดแห่งธรรมะ ถ้าผู้ใดฟังธรรมในลักษณะอย่างนี้จะมีอุปนิสัยแห่งวิปัสสนาญาณ เกิดภพหน้าชาติหน้าจะเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด รู้จักทางแห่งความพ้นทุกข์ได้ดีกว่าบุคคลอื่น เพราะอะไร เพราะอุปนิสัยสั่งสมไว้มาก เพราะฉะนั้น การฟังธรรมคือวิปัสสนาญาณจึงเป็นของฟังได้ยาก แต่อานิสงส์นั้นก็มาก ทำให้บุคคลนั้นพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็เพราะการสั่งสมการฟังวิปัสสนาญาณไว้มาก ฉะนั้น ญาติโยมผู้ที่ฟังไม่เข้าใจก็ขอให้เคารพ ได้ตั้งใจฟังตามสมควรแก่เหตุและปัจจัย

           ญาณ ๑๖ นั้นเกิดขึ้นมาเพราะอะไร ญาณ ๑๖ ทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นมาเพราะญาติโยมทั้งหลายผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมเดินจงกรม นั่งภาวนา กำหนดให้เห็นความเกิดขึ้นของรูปของนาม ให้มีสติทันปัจจุบันธรรม ขณะที่เราเดินจงกรมขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอเราก็มีสติเห็นต้นยก กลางยก สุดยก ต้นย่าง กลางย่าง สุดย่าง เวลาเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” เราก็มีสติเห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เวลาเรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด เราก็มีสติกำหนดดูอิริยาบถต่างๆ ของกายของเรา เห็นความเคลื่อนไหวในจิตในใจของเรา เห็นความปวดที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา ความโกรธ ความโลภ ความหลง ที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา เราจะก้ม เราจะเงย เราจะเหยียดแข้ง เหยียดขา คู้ ในลักษณะอย่างนี้เราก็ต้องมีสติกำหนดรู้

           ถ้าเรากำหนดรู้อยู่เรื่อยๆ อย่างนี้ ก็จะมีปัญญาทราบชัดรู้ว่าอะไรเป็นรูป รู้ว่าอะไรเป็นนาม รู้ว่าเท้าของเราที่ยกขึ้นเป็นรูป ใจของเราที่รู้ว่าเท้ายกขึ้นนั้นเป็นนาม รู้ว่าท้องที่พองขึ้นเป็นรูป ใจที่รู้ท้องพองนั้นเป็นนาม เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแล้ว บุคคลรู้รูปรู้นามในลักษณะอย่างนี้เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณมันเกิดขึ้นมา เวลาตาของเราเห็นรูป ตาของเราเป็นรูป แล้วก็รูปที่เราเห็นนั้นก็เป็นรูป ใจที่เรารู้นั้นเป็นนาม ขณะที่หูของเราได้ยินเสียง เสียงดี เสียงไม่ดี ขณะที่หูของเราได้ยินเสียงนั้น หูของเราก็เป็นรูป เสียงที่มากระทบโสตประสาทของเราก็เป็นรูป ใจที่เรารู้เสียงนั้นเป็นนาม ขณะลิ้นของเราลิ้มรส ลิ้นของเราก็เป็นรูป รสเผ็ด รสเค็ม รสเปรี้ยวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสทางลิ้นของเรา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูป ใจที่รู้รสเผ็ด รสเปรี้ยว รสเค็มต่างๆ นั้นเป็นนาม

           ขณะที่จมูกของเราดมกลิ่น จะเป็นกลิ่นเหม็นกลิ่นหอมต่างๆ ขณะที่จมูกเรารับสัมผัสกลิ่นนั้น จมูกของเราก็เป็นรูป กลิ่นก็เป็นรูป ใจที่รู้ว่ากลิ่นหอม กลิ่นเหม็นนั้นเป็นนาม ขณะที่กายของเราสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง กายของเราก็เป็นรูป สัมผัสที่เราสัมผัส จะเป็นเย็น ร้อน อ่อน แข็งอะไรต่างๆ ก็เป็นรูป ใจที่เรารู้การสัมผัสนั้นเป็นนาม เรียกว่ารูปนามมันปรากฏขึ้นมา ถ้าเรารู้ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติแล้ว

           หรือว่าใจของเราในขณะที่ประพฤติปฏิบัติธรรมบางครั้งก็เกิดความโกรธ บางครั้งก็เกิดความโลภ ความหลง ความโกรธความโลภความหลงที่เกิดขึ้นในจิตในใจของเรานั้นเป็นนาม สรุปแล้วตั้งแต่พื้นเท้าถึงปลายผม จากปลายผมถึงพื้นเท้าเป็นรูป ใจของเรานั้นเป็นนาม สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยตา สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยหู สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย สิ่งนั้นเป็นรูป สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยใจ อย่างเช่นบุญ อย่างเช่นบาป อย่างเช่นความโกรธ ความโลภ ความหลง ดีใจ เสียใจนั้นเป็นนาม ถ้าผู้ใดรู้อย่างนี้เรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นแล้ว ถ้าผู้ใดรู้อย่างนี้แล้วท่านกล่าวว่า ตายไปแล้วจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๑ ชาติถ้าไม่ประมาท อันนี้เป็นลักษณะของนามรูปปริจเฉทญาณ คือญาณที่ ๑

           ญาณที่ ๒ ท่านกล่าวว่า ปัจจยปริคคหญาณ คือปัญญารู้จักเหตุเกิดของรูปของนาม เมื่อผู้ประพฤติปฏิบัติมาถึงญาณนี้แล้ว อาการพองอาการยุบนั้นจะเป็น ๒ ระยะ เรารู้อยู่ในจิตในใจของเรา เวลาพอง อาการพองเราจะเป็น ๒ ระยะ เวลายุบ อาการยุบจะเป็น ๒ ระยะ เวลาเราภาวนาจะมีทุกขเวทนามาก เวลานั่งไปจะเจ็บจะปวดมากกำหนดก็ไม่หาย บางคนมาประพฤติปฏิบัติแล้วท้อก็มี คิดว่ามันจะปวดอยู่อย่างนั้น อันนี้เป็นลักษณะของญาณที่ ๒ ปัจจยปริคคหญาณมันเกิดขึ้นมา เกิดความปวดขึ้นมา เกิดนิมิตขึ้นมา บางครั้งก็เห็นภูเขา เห็นแม่น้ำลำธารต่างๆ นิมิตเกิดขึ้นมากำหนดก็ไม่หาย ผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติถึงญาณที่ ๒ นี้ส่วนมากมาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วก็จะเกิดความทุกขเวทนาครอบงำ นั่งไปก็ปวด ปวดแล้วก็กำหนดไม่หายนี้เป็นลักษณะของปัจจยปริคคหญาณ อันนี้เรียกว่าปัญญารู้จักเหตุเกิดของรูปของนาม เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติถึงญาณนี้แล้วให้เรารู้เหตุเกิดของรูปของนาม

           บางครั้งอาการพองอาการยุบของเรา เราว่าจะกำหนดอาการพอง อาการยุบ บางครั้งใจของเราวิ่งไปก่อน บางครั้งอาการท้องพองท้องยุบมันยังไม่พองขึ้นมา ใจของเรามันก็กำหนดพองขึ้นมาก่อน ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าใจเป็นเหตุ รูปที่มันตามมานั้นเป็นผล เราคิดว่าเราจะกำหนดยุบแต่ท้องของเรายังไม่ยุบ ใจมันไปก่อนแล้ว เรียกว่าใจเป็นเหตุ นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล บางครั้งเราว่าเราจะยืน เรายังไม่ยืน ใจของเรามันไปก่อนแล้วรูปยืนค่อยเกิดขึ้นทีหลัง ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าใจมันเป็นเหตุ รูปมันเป็นผล บางครั้งเรานั่งลงไปก่อน ใจของเรายังไม่นั่งเรียกว่ารูปเป็นเหตุ นามเป็นผล ถ้าผู้ใดมีลักษณะอาการอย่างนี้เรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณปรากฏขึ้นมาแล้ว บุคคลนั้นถึงญาณที่ ๒ แล้ว รู้จักเหตุเกิดของรูปของนาม รู้ว่ารูปมันเกิดขึ้นมาจากอะไร

           รูปมันเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม อาหารและความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว เวทนามันเกิดขึ้นมาจากอะไร เวทนามันเกิดขึ้นมาจากรูป จากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของเวทนาอย่างเดียว สัญญามันเกิดขึ้นมาจากอะไร สัญญามันเกิดขึ้นมาจากอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสัญญาอย่างเดียว สังขารมันเกิดขึ้นมาจากอะไร สังขารมันเกิดขึ้นมาจาก อวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสังขารอย่างเดียว วิญญาณเกิดขึ้นมาจากอะไร วิญญาณเกิดขึ้นมาจาก อวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของวิญญาณอย่างเดียว

           เวลารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันจะดับ มันจะดับไปด้วยเหตุอะไร สิ่งเหล่านี้มันจะดับลงไป รูป เวทนา สังขาร วิญญาณจะดับลงไปได้ก็เพราะว่าอวิชชาดับ เมื่ออวิชชาดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตัณหาดับ เมื่อตัณหาดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กรรมดับ เมื่อกรรมดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อาหารดับ เมื่ออาหารดับก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ความดับของรูปมันดับไป ไม่มีรูปเกิดขึ้นมา เวทนาดับก็เพราะอวิชชานั้นดับไปก่อน ตัณหาก็ดับ เมื่อตัณหาดับกรรมก็ดับ เมื่อกรรมดับผัสสะในการกระทบสัมผัสต่างๆ ไม่เกิดความเป็นเวทนานั้นก็ดับไป สัญญา สังขาร วิญญาณก็เหมือนกันจะดับได้ก็เพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความดับไปของสัญญา สังขาร วิญญาณมันดับไป เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมมาถึงนี้เรียกว่าปัจจยปริคคหญาณเกิดขึ้นแล้ว บุคคลที่ประพฤติปฏิบัติถึงญาณนี้ก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิ ๒ ชาติถ้าไม่ประมาท

           ต่อไปเป็นญาณที่ ๓ เรียกว่า สัมมสนญาณ ญาณที่ ๓ นั้นจะเกิดขึ้นก็เพราะว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีศรัทธา มีความเพียร มีความอดทน ลักษณะของสัมมสนญาณคือปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของญาณที่ ๓ นั้นก็คือเวลาเราภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” อาการพองจะเป็น ๓ ระยะ จะเห็นต้นพอง กลางพอง สุดพอง เวลาเรายุบก็เห็นต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ เห็นอาการพองอาการยุบนั้นเป็น ๓ ระยะ เวลาเราเดินจงกรมก็เหมือนกัน เท้าที่ยกขึ้นของเราจะเป็น ๓ ระยะ เวลาเราย่างไปเป็น ๓ ระยะ เท้าที่เราเหยียบลงไปจะเป็น ๓ ระยะ จะเป็นในลักษณะเป็นหยักๆ เป็น ๓ ระยะ อันนี้เป็นลักษณะประจำของญาณที่ ๓ หรือสัมมสนญาณ

           ลักษณะประจำของญาณที่ ๓ อีกอย่างหนึ่ง เวลาเราภาวนาแล้วก็จะเห็นอาการพอง อาการยุบมันเร็วขึ้นๆๆๆ แล้วก็จางหายไป ขณะที่มันเร็วขึ้นๆๆ แล้วก็จางหายไปเป็นลักษณะอนิจจัง ในญาณที่ ๓ บางคนบางท่านก็อาการพองยุบมันแน่นเข้าๆๆ แล้วก็จางหายไป อันนี้ก็เป็นลักษณะของทุกขังในญาณที่ ๓ บางคนบางท่านอาการพองอาการยุบมันแผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็จางหายไป อันนี้ก็เป็นลักษณะของญาณที่ ๓

           อนัตตาในญาณที่ ๓ เป็นลักษณะหลักของญาณที่ ๓ ถ้าใครมีอาการพองอาการยุบเป็น ๓ ระยะก็ดี การเดินจงกรมเป็น ๓ ระยะก็ดีก็ถือว่าใช้ได้ ผู้ใดมีอาการพองอาการยุบแผ่วเบาเข้าๆๆ แล้วก็หายไป แน่นเข้าๆๆ แล้วก็หายไป เร็วเข้าๆๆ แล้วก็หายไปอันนี้ก็ถือว่าใช้ได้ เรียกว่าถึงญาณที่ ๓ ร้อยเปอร์เซ็นต์ นี้ในลักษณะของบุคคลผู้ประพฤติวิปัสสนาญาณ เราจะรู้ว่าเราประพฤติปฏิบัติถึงไหนก็ดูสภาวะธรรมของเรา

           แล้วก็สภาวะอีกอย่างหนึ่งเวลาเราภาวนาถึงญาณที่ ๓ แล้วจะเกิดอุปกิเลส ๑๐ ประการ อุปกิเลสจะเกิดขึ้นมามีโอภาสแสงสว่างปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราประพฤติปฏิบัติธรรม โอภาสแสงสว่างมันปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร โอภาสแสงสว่างปรากฏขึ้นมานั้นด้วยอำนาจของสมาธิ เมื่อจิตของเราเป็นสมาธิตั้งมั่นแล้วก็เกิดแสงสว่างขึ้นมา เมื่อเกิดแสงสว่างขึ้นมาเราจึงจะเห็นโอภาสเห็นดวงเหมือนกับดวงไฟ เหมือนกับเปลวไฟที่มันปรากฏขึ้นมา คล้ายๆ กับว่าดวงไฟบางครั้งก็สว่างมาก สว่างน้อย อันนี้ก็แล้วแต่อำนาจของสมาธิ ว่าบุคคลนั้นมีสมาธิมากมีสมาธิน้อย บางคนก็เห็นดวงจางๆ เลือนๆ ลางๆ บางครั้งก็เห็นชัดเจน แล้วแต่อำนาจของสมาธิแต่ละรูปแต่ละท่านนั้นมันต่างกันอย่างไร

           โอภาสแสงสว่างนั้นบางครั้งบางคราวก็เห็นแสงสว่างพุ่งออกจากร่างกายก็มี บางคนบางท่านมาประพฤติปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมใหม่ๆ มีศรัทธากล้า มีความเพียรกล้า เวลามาประพฤติปฏิบัติธรรมตั้งใจกำหนดบทพระกัมมัฏฐาน เวลาภาวนาดีๆ บางคนบางท่านนั่งอยู่ที่ศาลาวัดพิชโสภารามบริกรรม “พองหนอ ยุบหนอ” ไปดีๆ มันเกิดแสงสว่างขึ้นมา บางครั้งแสงนั้นมันพุ่งออกจากร่างกายขึ้นไปบนขื่อที่วัดพิชโสภาราม ตกใจไปหาอาจารย์ผู้สอบอารมณ์แต่เช้าก็มี เป็นลักษณะของบุญวาสนาบารมีของแต่ละท่านแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนบางท่านเดินจงกรม “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” เมื่อจิตมันมีสมาธิอยู่กับอาการเดิน อยู่กับอาการยืน เมื่อมีสติตั้งมั่นแล้วมันก็เกิดแสงสว่างปรากฏขึ้นมา ขณะที่แสงสว่างปรากฏขึ้นมาก็กำหนด “เห็นหนอๆ” แสงสว่างก็แตกออกไปเป็นหลายๆ ดวง แสงนั้นก็สะท้อนเข้ามาสู่ตา ไม่สามารถที่จะเดินจงกรมได้ บางครั้งก็ต้องไปเดินจงกรมในห้องเปิดไฟให้สว่าง ให้มันกลบรัศมีของแสงสว่างที่มันย้อนเข้ามาสู่ตาอย่างนี้ก็มี นี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้มีบารมีในลักษณะของแสงสว่างโอภาส ถ้าผู้ใดปรากฏขึ้นมาก็ถือว่าเป็นโอภาสมันมีหลากหลายไม่เหมือนกันแล้วแต่บุญวาสนาบารมี

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.