Get Adobe Flash player

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับ สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

พระครูสิริภาวนาภิรม

ผู้อำนวยการสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

หาอะไรอยู่เอ่ย ?

สถิติผู้เยี่ยมชม

002339532
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
1111
4931
8375
12031
31356
53304
2339532

Forecast Today
5832

4.47%
13.26%
3.24%
2.96%
0.03%
76.05%
Online (15 minutes ago):37

Your IP:54.81.69.220

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 312 ท่าน ออนไลน์

ติดตามเราใน Facebookติดตามเราใน Google Plusติดตามเราใน Twitter

ธรรมบรรยาย เรื่อง "การปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเร็ว"

สารบัญ

           ก่อนที่จะกล่าวธรรมะ ขอให้คณะครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้นั่งสมาธิฟังธรรม เพราะว่าการฟังธรรมนั้นเราต้องอาศัยสมาธิด้วย เพราะว่าการฟังธรรมนั้นถ้าเราฟังด้วยดีมันก็จะได้เกิดปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยปัญญา และโลกุตตรปัญญาก็สามารถเกิดในขณะที่เราฟังธรรมได้ สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา

           ก็ขออนุโมทนาสาธุการกับคณะครูบาอาจารย์ผู้เสียสละเวลาอันมีค่า มาประพฤติปฏิบัติธรรม ญาติโยมทุกท่านที่เสียสละเวลาอันมีค่าน้อมกายวาจามาประพฤติปฏิบัติธรรมถือว่าเป็นของหายาก แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมเราต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เราต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเด็ดเดี่ยว การประพฤติปฏิบัติธรรมจิตจะสามารถยังผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นให้เกิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรมโดยที่ไม่มีความจริงจัง และไม่มีความเด็ดเดี่ยว การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ยากที่จะเห็นผลได้

           เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นสัจจะ เรียกว่าเป็นความจริงที่เราจะต้องค้นพบด้วยการลงมือประพฤติปฏิบัติ จะอาศัยการศึกษาเล่าเรียน อาศัยจากการบอกกล่าวบอกเล่าจากบุคคลอื่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะยังผลของการประพฤติปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้นมาได้ การประพฤติปฏิบัติธรรมจึงต้องการพิสูจน์ด้วยการประพฤติปฏิบัติ แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติอย่างไรเราจึงจะสามารถยังผลของการประพฤติปฏิบัติให้เกิดขึ้นมาเร็ว หรือเราจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรเราจึงจะได้ผลของการประพฤติปฏิบัติ

           องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมที่จะให้ได้ผลเร็วนั้นต้องประกอบไปด้วยคุณธรรม ๔ ประการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้

           ประการที่ ๑ ปรมตสฺสี มีความเพียรอย่างเยี่ยมยอด

           ประการที่ ๒ ปรมเชคุจฺฉี ประพฤติปฏิบัติไม่ให้เกิดความลำบากแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างเยี่ยมยอด

           ประการที่ ๓ ปรมลูโข การประพฤติอย่างปอนๆ อย่างเยี่ยมยอด

           ประการที่ ๔ ปรมวิจิตฺโต เป็นผู้สงัดจิตอย่างเยี่ยมยอด

           ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยองค์คุณ ๔ ประการนี้ การประพฤติปฏิบัติธรรมของบุคคลนั้นก็จะได้ผลเร็ว อาจจะได้ฌานสมาบัติ หรืออาจจะได้วิปัสสนาญาณ หรืออาจจะเกิดการบรรลุมรรคผลนิพพานในการประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ได้ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ปรมตสฺสี นั้นคือ เพียรอย่างเยี่ยมยอด ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจะเพียรอย่างไรจึงชื่อว่าเพียรอย่างเยี่ยมยอด

           การเพียรอย่างเยี่ยมยอดนั้นเป็นการเพียรทางกายด้วย เป็นการเพียรทางจิตด้วย ความเพียรในที่นี้เราต้องมีสติกำหนดอยู่ตลอดเวลา เราจะยืนก็ต้องมีสติรู้ว่าเรายืน เราจะเดินเราก็ต้องมีสติรู้ว่าเราเดิน เราจะนั่งเราก็มีสติรู้ว่าเรานั่ง เราจะคู้ เราจะเหยียด เราจะก้ม เราจะเงย เราจะนุ่งห่มสบงจีวร อาบน้ำชำระร่างกายเราก็ต้องมีสติกำหนดรู้ว่าเราทำอาการอย่างไรๆ รูปนามมันเกิดดับอย่างไร เราจะถ่ายหนักถ่ายเบา เราจะนิ่งเราก็ต้องมีสติกำหนดรู้อาการทั้งหมดทั้งปวงของรูปนามที่เกิดขึ้นมา อันนี้เรียกว่าเราเพียรอย่างเยี่ยมยอด เราประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อจะให้มีสติอยู่ตลอดเวลา

           การที่เรามีสติอยู่ตลอดเวลานี้ท่านกล่าวว่าเป็นการแผดเผากิเลสให้ร้อนทั่ว คือไม่ให้กิเลสทั้งหลายทั้งปวงเข้ามาแทรกจิตใจของเราได้ จิตใจของเราก็จะป้องกันบาปใหม่ไม่ให้เกิดขึ้นมา เรียกว่าสังวรปธาน ความสังวรเราต้องสังวรด้วยสติ ตาเราเห็นรูปเราก็ต้องมีสติกำหนดรู้ “เห็นหนอๆ” หูของเราได้ยินเสียงเราก็ต้องมีสติสังวรกำหนดที่โสตประสาทแก้วหูของเรากำหนดว่า “ได้ยินหนอๆ” ขณะที่กายของเราถูกต้องสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เราก็ต้องมีสติกำหนดรู้การสัมผัสในร่างกายของเรา มีการกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา เราลิ้มรส เราดมกลิ่น เราต้องมีสติกำหนดรู้รส “รสหนอๆ” “กลิ่นหนอๆ” มันจะเป็นกลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น มันจะมีรสอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็สักแต่ว่ารสเรากำหนดว่า “รสหนอๆ” นี้เรียกว่าเรามีสติเป็นเครื่องแผดเผากิเลส

           ถ้าเราสังวรในลักษณะอย่างนี้บาปใหม่ คือความโลภ ความโกรธ ความหลง มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทานต่างๆ มันไม่บังเกิดขึ้นมา เมื่อบาปใหม่ไม่เกิดขึ้นมาความวิปฏิสาร ความเดือดร้อนใจเพราะบาปใหม่ที่จะให้ผลเรามันก็ไม่เกิดขึ้นมา ใจของเรามันก็จะเริ่มใสขึ้นๆ เหมือนกับเรามีน้ำสกปรกอยู่ขันหนึ่งแต่ว่าเราหยดน้ำที่สะอาดลงไปทุกวันๆ วันละหยดสองหยดสามหยดสี่หยดเราหยดลงไปทุกวันๆ จำนวนน้ำก็เพิ่มขึ้นความสกปรกของน้ำก็จางออกไปๆๆ ยิ่งเราเทน้ำลงไปมากเท่าไร ความสกปรกของน้ำก็ยิ่งถูกเจือจางด้วยสติของเรายิ่งจางออกไปในที่สุด ถ้าเราเทน้ำลงไปเป็นขันใหญ่ เป็นกระป๋องใหญ่ น้ำสกปรกขันเล็กๆ นั้นก็จางหายไปไม่เหลือร่องรอยแห่งความสกปรกไว้ บาปใหม่มันไม่เกิดขึ้นมาบาปเก่าที่เราทำอยู่มันก็เริ่มใสขึ้นๆ ท่านกล่าวว่าเป็นปหานปธาน เราจะละบาปเก่าในจิตในใจของเรา เราต้องมีสติสมบูรณ์เสียก่อน ความเพียรก็คือการตั้งสติป้องกันบาปใหม่ละบาปเก่า

           ขณะที่คระครูบาอาจารย์ตลอดถึงญาติโยมทุกท่านมาประพฤติปฏิบัติ ขณะที่เราประพฤติปฏิบัติเรามีสติเดินจงกรมขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พองหนอยุบหนอ ทำไมเราต้องกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เพราะเห็นต้นยก กลางยก สุดยก ต้นเหยียบ กลางเหยียบ สุดเหยียบ ทำไมเราต้องมีสติกำหนดดูอยู่อย่างนี้ ก็เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะให้สติของเรานั้นเผลอไปตามอำนาจของกิเลส คือความโกรธ ความโลภ ความหลง ราคะ ตัณหาต่างๆ ให้สติของเราอยู่กับรูปกับนาม เห็นความเกิดขึ้นของรูปของนาม เห็นความตั้งอยู่ของรูปของนาม เห็นความดับไปของรูปของนาม เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้บาปเก่ามันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ บาปเก่าที่เราเคยทำไว้แต่ก่อนโน้นถ้ามันเกิดขึ้นมาในใจของเรา อย่างนึกถึงอารมณ์เก่าๆ ที่เราเคยผ่านมา เคยถูกเขาด่า เคยถูกเขาต่อยเขาตี ถูกเขาโกง บางครั้งมันคิดถึงอารมณ์เก่าๆ ขึ้นมามันก็โกรธขึ้นมาเราก็กำหนดที่ใจของเรา “โกรธหนอๆ” จี้ลงไป “โกรธหนอๆ” ขณะที่เรากำลังกำหนด “โกรธหนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเรา สติจี้ลงไปที่ใจของเรานั้นไปตัดอารมณ์ที่เรานึกถึงอดีต ตัดตัวอดีตนั้นให้หมดสิ้นไป เมื่อเราตัดตัวอดีตให้หมดสิ้นไป ความโกรธในใจนั้นมันก็จางหายไปด้วย สติที่เรากำหนดว่า “โกรธหนอๆ” มันก็ปวัตติลงไปในห้วงภวังคจิต บันทึกไว้ในจิตในใจของเรา เปรียบเสมือนกับน้ำที่เราหยดลงไปในขัน ใจของเราที่อยู่ในห้วงภวังคจิตมันก็เริ่มใสขึ้นๆ บาปธรรมทั้งหลายก็อ่อนลงไปตามลำดับๆ ถ้าเราเพียรกำหนดแล้วกำหนดอีก บาปเก่าของเรามันก็จะอ่อนไปๆ ในที่สุดเราก็ถึงบาปกรรมเหล่านั้น บาปกรรมเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะทำจิตใจของเราให้เศร้าหมองได้

           แต่ก่อนโน้นเราเป็นญาติเป็นโยมเราอาจจะเถียงพ่อเถียงแม่ เราอาจจะทำให้ท่านต้องร้องไห้ น้ำตาไหล แต่เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติธรรม เรามานั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” ขณะที่เรามานั่งภาวนา “พองหนอ ยุบหนอ” นั้นแหละ เมื่อจิตใจของเรามันเริ่มดิ่งลงไปๆๆ จิตใจของเราเริ่มสงบ บาปกรรมที่เราเคยเถียงพ่อเถียงแม่ ทำให้ท่านต้องร้องไห้ ทำให้ท่านต้องเสียใจนั้นแหละมันก็มาปรากฏเป็นนิมิตขึ้นมาอีก เห็นแม่ท่านร้องไห้ขึ้นมา เห็นน้ำตาของท่านไหลออกมาจากดวงตาของท่าน มันก็ทำให้จิตใจของเราที่มันสงบดิ่งลงไปๆๆ จะสงบเป็นสมาธินั้นแหละจิตใจของเราก็ไปยึดกับภาพที่มาปรากฏ นิมิตที่มาปรากฏ มันก็ออกจากสมาธิของเราก็คลายออกมา มือของเราที่มันแน่นเข้าๆๆ ความรู้สึกละเอียดลงๆ เบาลงๆๆ มันก็คลายออกมา เรียกว่ากระแสของสมาธิมันก็ตัดออกมา เรียกว่าบาปกรรมนั้นมันห้ามสมาธิ

           แต่ถ้าเรากำหนด “คิดหนอๆ” จี้ลงไปที่ใจของเรา ใหม่ๆ ที่เราคิดถึงบาปที่เราทำให้แม่เสียใจนั้นก็อาจทำให้ใจของเราเศร้าหมอง เราไม่น่าทำอย่างนั้นเลยถ้าเราสามารถกลับตัวได้ย้อนอดีตได้เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีกเป็นอันขาด ตายก็ยอมตายอะไรทำนองนี้ แต่เมื่อเรากำหนด “คิดหนอๆ” กำหนดอยู่อย่างนี้ จิตมันก็จะสะอาดขึ้นๆ เมื่อเรากำหนดอยู่อย่างนี้ร่ำไป ถ้าเรามีสติสมบูรณ์บางครั้งก็สองวันบางครั้งก็สามวัน พอเรานึกถึงอารมณ์ที่เราทำให้แม่เสียใจนั้นใจของเราเฉยๆ ปีติที่มันเกิดขึ้นมันก็เกิดเหมือนเดิม สมาธิที่มันเคยเกิดมันก็เกิดเหมือนเดิม บาปกรรมที่เรากำหนดด้วยอำนาจของสตินั้นมันประหารแล้ว ประหารบาปเก่าหรือว่าปหานปธาน เรียกว่าละบาปเก่าที่เราเคยทำมาแต่อดีต เป็นการประหารบาปกรรมด้วยอำนาจของสติ เหมือนกับเราหยอดน้ำลงไปในขันน้ำ หยอดลงไปเรื่อยๆ น้ำมันก็สะอาดขึ้นมา เรียกว่าความเพียรในการละบาปเก่าป้องกันบาปใหม่

           แล้วก็การที่คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายได้เพียรเดินจงกรม อดตาหลับขับตานอน หนาวก็ต้องอด ร้อนก็ต้องสู้ หิวก็ต้องทนในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นภาวนาปธาน เพียรให้จิตใจของตนเองนั้นเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จิตใจของเราถ้าไม่มีความอดทนไม่มีความอดกลั้น แล้วก็ไม่มีความขยันขันแข็งแล้วเราจะเอาดีไม่ได้ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ทำซากๆ ทำเนืองๆ ทำติดต่อ ทำไม่ให้ขาดระยะ ทำให้เป็นดุจกระแสน้ำให้มันเป็นอันเดียวกัน กายกับจิต กับสัมปชัญญะนั้นให้มันเป็นอันเดียวกัน เราจะคู้เราก็รู้ เราจะเหยียดเราก็รู้ เราจะก้มเราก็รู้ เราจะเงยเราก็รู้ นี้เรียกว่ามันเป็นอันเดียวกัน กายกับจิตกับคำบริกรรมเป็นอันเดียวกันในลักษณะอย่างนี้กิเลสมันแทรกไม่ได้ การภาวนาก็คือการทำให้เจริญ การภาวนาก็คือการทำให้ดี การภาวนาก็คือการทำให้ใจของเรานั้นถูกฝึกถูกฝนถูกอบถูกรมด้วยอำนาจของสติด้วยอำนาจของสมาธิ ด้วยอำนาจของวิปัสสนา ด้วยอำนาจของปัญญา ด้วยอำนาจของมรรคของผล เรียกว่าเป็นการภาวนา

           เพราะฉะนั้นเวลามาภาวนานั้นก็จะยกระดับจิตใจของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปพยายามอดทน ใจของเราจะพบความสุข ใจของเราจะพบกับความสะอาด ใจของเราจะพบกับความว่างอันบริสุทธิ์บริบูรณ์จริงๆ แล้วใจของเรานั้นต้องมีสติเป็นตัวกำหนด ต้องมีสัมปชัญญะเป็นตัวกำหนดใจของเราต้องว่าง ถ้าใจของเราไม่ว่าง เราจะพบกับความสุขไม่ได้ ความสุขที่แท้จริงก็คือความว่างของใจ ใจที่ว่างจากความโกรธ ใจที่ว่างจากความโลภ ใจที่ว่างจากความหลง ใจที่ว่างจากรูป ใจที่ว่างจากเสียง ใจที่ว่างจากกลิ่น ใจที่ว่างจากรส ใจที่ว่างจากสัมผัส ใจที่ว่างจากอารมณ์ ใจที่ว่างจากรูป ใจที่ว่างจากเวทนา ใจที่ว่างจากสัญญา ใจที่ว่างจากสังขาร ใจที่ว่างจากวิญญาณ ใจที่ว่างจากสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความเบาใจ เป็นเหตุให้เกิดความบริสุทธิ์ บริบรูณ์ ก็คือ ความว่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงทรงให้เรานั้นกำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม เพื่อที่จะละรูปนิมิต เสียงนิมิต เรียกว่าละนิมิตทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นการที่คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยมทั้งหลายมาภาวนานั้นก็ถือว่าเป็นการยังศีลให้เจริญ ยังสมาธิให้เจริญ ยังปัญญาให้เจริญ แล้วก็ยังมรรคยังผลให้เจริญ การภาวนานั้นเราต้องทำให้ติดต่อกัน ถ้าเราทำติดต่อกันผลของการประพฤติปฏิบัติก็เกิดขึ้นได้ไว

           ประการที่ ๔ ท่านกล่าวว่าอนุรักขนาปธาน คือเราต้องเพียรรักษาศีลของเราให้ดี เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ คือเพียรรักษาศีลของคณะครูบาอาจารย์ให้ดี ไม่ใช่ว่าคณะครูบาอาจารย์ต้องอาบัติอย่างโน้น ต้องอาบัติอย่างนี้ไม่ใช่ แต่การรักษากองแห่งศีลที่มาในพระปาฏิโมกข์นั้น ๒๒๗ ข้อ ศีลที่มาในอภิธรรมนั้นเป็นหลายแสนข้อ หลายล้านข้อ เพราะฉะนั้นเราจะทำศีลเหล่านั้นให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้ เราต้องมีกายบริสุทธิ์ มีวาจาบริสุทธิ์ มีใจบริสุทธิ์ ศีลเป็น ๒๒๗ ข้อ ศีลเป็นแสนๆ ข้อ เป็นล้านๆ ข้อ เราจะทำศีลเหล่านั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์มันเป็นของยาก แต่ถ้าเราประกอบไปด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะแล้ว การทำศีลเหล่านั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้นมันเป็นของง่าย เพียงแต่ว่าเรามีสติ รักษากายของเราให้บริสุทธิ์ รักษาวาจาของเราให้บริสุทธิ์ รักษาใจของเราให้บริสุทธิ์ ศีลทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เป็นอันบริสุทธิ์ ท่านให้เราตามรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์มาเข้าปริวาสกรรม หรือว่าประพฤติวุฏฐานวิธี หรือมาประพฤติปฏิบัติธรรม เดินจงกรมนั่งภาวนาก็ถือว่าเป็นการรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จากปกติศีลให้เป็นมัชฌิมศีล มัชฌิมศีลให้เป็นปรมัตถศีลในองค์มรรค ศีลในวิปัสสนา เรียกว่าเป็นการรักษาศีล สมาธิ ปัญญาของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเราเพียร ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำกิจอะไร เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาเรียกว่า ปรมตัสสี เพียรอย่างเยี่ยมยอด

           วันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาเราเผลอในอิริยาบถไหน เราเผลอตอนเข้าห้องน้ำ เราเผลอตอนถ่ายหนักถ่ายเบา เราเผลอตอนฉันอาหารเราเผลอตอนทำวัตรเช้า ตอนทำวัตรเย็น เราเผลอตอนนุ่งสบงห่มจีวร เราเผลอตอนคู้ ตอนหันหน้า เราพูดอะไรทำนองนี้เราต้องมีสติกำหนดรู้ วันหนึ่งตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงหลับนอน เราเผลอไปตอนไหน ถ้าเรามีสติสมบูรณ์เราจะระลึกได้ เราก็พยายามที่จะแก้ไข สติมันสมบูรณ์ถึงขนาดนั้น อริยมรรค อริยผล การบรรลุเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์จึงปรากฏขึ้นมา เพราะฉะนั้นการมีสติ การมีสัมปชัญญะ การกำหนดติดต่อกันอยู่ตลอดเวลาท่านกล่าวว่าเป็น ปรมตสฺสี เพียรอย่างเยี่ยมยอด

สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง

๕๗/๑๓ บ้านดอนหัน ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ๔๖๑๓๐

---------------------------------------------------------------------------

Copyright © 2013-2014, Jomthong Meditation Center. All Rights Reserved.